.....
 
 

และแล้วก็มาถึงวันสุดท้ายบนเกาะกล้วยไม้

ตอนแรกแอบกังวลว่าจะไม่ได้รูปสวยๆกลับไปเป็นที่ระลึก เพราะท้องฟ้าสีขมุกขมัวตั้งแต่มาถึง

แต่โชคก็เข้าข้างนักท่องเที่ยวกระเหรี่ยงอย่างจขบ. วันนั้นท้องฟ้าเปิดค่ะ

 

ที่นี่ดินฟ้าอากาศเป็นตัวกำหนดบรรยากาศบนเกาะเลย

เพราะวันไหนแดดจ้า สีของทะเลก็จะเป็นสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ตัดกับน้ำเงินเข้ม ดูเป็นมิตร

แต่ถ้าหากท้องฟ้าขมุกขมัว (เหมือนสองวันที่ผ่านมา ) ทะเลก็จะเป็นสีเทาดูเหงาๆ 

แต่ก็ไม่แย่ไปซะทั้งหมด เพราะเวลาท้องฟ้าเป็นสีเทา วิวภูเขาที่นั่นจะดูขลังขึ้นมาทันตาเห็น

แต่สำหรับจขบ.แล้ว ขอฟ้าโปร่งๆ อากาศแจ่มใสไว้ก่อนดีกว่าค่ะ 

 

 

 

 

หลังเก็บข้าวเก็บของเสร็จ พวกเราก็ชวนกันไปขี่รถเล่นรอบเกาะ

เกาะที่นี่ ยังไงก็ไม่มีวันหลง เพราะทั้งเกาะ ถนนมีอยู่ 2 เส้น

เส้นแรกคือเส้นรอบเกาะ อีกเส้นก็คือเส้นตัดขวาง จากฝั่งซ้ายไปขวา

เป็นทางลัด -- แต่ทางนี้จะขึ้น/ลงเขาเยอะกว่า แต่เพราะเป็นทางขึ้น/ลงเขาเราก็จะได้เห็นวิวสวยๆจากมุมสูงไปด้วยค่ะ  

 

ส่วนใหญ่แล้ว จขบ.ชอบทางลัดมากกว่า เพราะได้ชมวิวสวยๆไปด้วยระหว่างทาง

อากาศบนเขาก็ดี ต้นไม้เยอะ ลมเย็น 

ขนาดตอนกลางวันแดดแรงๆยังไม่ร้อนเลยค่ะ

แถมถ้าโชคดียังได้เจอพาเหรดแม่หมู-ลูกหมู(ป่า)เดินกันให้ว่อนทั่วถนน

(*เหมือนรูปที่เอาไปโชว์ไว้ในเอนทรี่แรกไง )

 

อ่ะ-- เพื่อให้เห็นภาพรวมของหน้าตาเกาะ ดูจากภาพข้างล่างกันเลยจ้า

 

 
 
ท่าเรือจะอยู่ใกล้ๆกับประภาคาร  ติดกับท่าเรือจะเป็นปั๊มน้ำมันแห่งเดียวของเกาะ
 
ปั๊มนี้เปิดตั้งแต่ประมาณ 7 โมงเช้า ปิด 5 โมงเย็น
 
ใครที่เช่ารถสกู๊ตเตอร์จากร้านตรงท่าเรือ ขี่ออกมาก็แวะเติมน้ำมันได้เลย 
 
 
 
 
 
น้ำทะเล 2 เฉดตัดกัน เวลาแดดลงสวยมากๆ
 
(* มุมนี้เป็นมุมโปรด เพราะเวลามองลงมาจากบนเขา โค้งของหาด 2 หาดนี้จะรับกันเป็นรูปหัวใจดวงโต ) 
 
 
 
ถนนรอบเกาะที่นี่ ส่วนใหญ่จะสามารถมองเห็นวิวทะเลได้เกือบหมด 
 ยกเว้นเสียแต่ว่าช่วงนั้นจะเป็นเขตหมู่บ้านหรือร้านค้า
 
 
 
 
สีแดงสดของรั้วกั้นถนน ตัดกับสีฟ้าสดของน้ำทะเลในวันแดดจัดๆ ดูแจ่มใสมากๆ
 
 
 
 
 
อันนี้เป็นหนึ่งในโขดหินมีชื่อของที่นี่ -- ให้ลองจินตนาการว่าเป็นรูปอะไร
 
.
.
.
 
เฉลย -- หินคู่รัก! มองออกไหมว่าทำไมถึงเรียกว่าหินคู่รัก
(*เอ่อ มีใครอายุต่ำกว่า 18 รึเปล่า) 
 
 
รอบๆเกาะจะมีโขดหินมีชื่อกระจายอยู่ทั่วไป อารมณ์ประมาณหินตา-หินยาย
หรือเกาะตะปูบ้านเรา
 
เดาว่าคนสมัยก่อน คงไม่ค่อยมีอะไรทำกัน ชีวิตชิลๆเลยจินตนาการไปเรื่อยๆ - ฮา!
 
 
 
 
 
 
อันนี้หินสิงโตคู่ -- ตอนแรกนึกว่าคางคกคู่ซะอีก 
 
 
 
 
 
และแล้วก็มาถึงจุดชมวิว 
 
ตอนที่ไปถึงจุดชมวิว แดดร้อนมาาาาาก ชมกันได้อยู่ไม่ถึง 5 นาทีก็ต้องถอยทัพ
ถ้าฝืนร่างอยู่นานกว่านั้น คงได้ละเหยตามแดดไปกันบ้าง  
 
 
 
 
 
หนีร้อนมาพึ่งเย็น -- ช่องระหว่างเขา 2 ลูก
(*ลมแรงมาก)
 
 
 
 
 
ชั้นหินของภูเขาจะมีสีแต่งต่างกันออกไป เป็นจิตกรรมฝาผนังที่ธรรมชาติออกแบบได้ยอดเยี่ยม
 
เวลาอยู่ในที่แบบนี้ ทำให้รู้สึกว่า "เรา" ช่างเล็กนิดเดียว
 
 
 
 
 
รูปนี้เป็นเรือไม้ของชาวพื้นเมืองที่นี่ เรือนี้ทำมาจากธรรมชาติล้วนๆ
ตัวเรือทำจากต้นไม้ที่เจ้าของเรือได้รับเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ
ต้นไม้ใหญ่ที่นี่ ไม่ใช่ใครจะตัดก็ได้ สไตล์ตามใจฉันนะคะ 
ทุกต้นล้วนแต่มีเจ้าของ เป็นมรดกตกทอดจากรุ่นถึงรุ่น
แถมแต่ละปีก็จะมีกำหนดว่าห้ามตัดเกินกี่ต้นด้วย 
สีที่ใช้ทาเรือ ก็มาจากธรรมชาติ เช่นจากรากไม้เป็นต้น
เป็นวิถีชีวิตที่คนให้เกียรติธรรมชาติดีจริงๆ 
 
ด้วยความที่เรือนี้เป็นมรดกตกทอดจากรุ่นถึงรุ่น
คนพื้นเมืองที่นี่จะให้ความเคารพกับเรือนี้มาก
โดยทั่วไปแล้วจะไม่อนุญาตให้ผู้หญิงแตะต้องตัวเรือค่ะ 
 
 
 
 
 
สินค้าท้องถิ่น ที่เป็นรายได้เล็กๆน้อยๆให้กับคนที่นี่ -- ปลาตากแห้ง
 
 
 
 
 
ป้ายก่อนถึงร้านอาหารเช้ายอดฮิตของคนที่มาเที่ยว
 
 
 
 
ถึงแล้วร้านที่แสนจะป๊อบปูล่า บางวันต่อคิวยาวรอกันเป็นครึ่งชั่วโมง
ร้านนี้เปิดเช้ากว่าร้านอื่นๆ เมนูหลักๆคือแซนด์วิชและข้าวปั้น
 
 
* เกาะกล้วยไม้เป็นไม่กี่แห่งในไต้หวันที่ไม่มีร้านสะดวกซื้ออย่าง 7Eleven หรือ FamilyMart
 
 
 
 
แวะทักคนคุมร้าน -- เจอกันทุกเช้าที่แวะไป  
 
 
 
 
 
 
หน้าตาสวนของชาวพื้นเมือง ส่วนมากเห็นปลูกเป็นชั้นๆลดหลั่นกันไป
 
 
 
 
กิจกรรม (ระทึก) เกือบสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ --- หัดขี่สกู๊ตเตอร์!!!
 
 
เม้าท์เรื่องการเดินทางบนเกาะด้วยเจ้ารถเครื่องคันน้อยมาตั้งนาน 
สารภาพค่ะว่าไม่กล้าลงมือเอง ได้แต่อาศัยทำตัวเป็นลูกลิงเกาะหลังเค้าไป
พอดีก่อนกลับ มีเวลาว่างเหลืออยู่อีกนิด เลยนึกครึ้มอกครึ้มใจอยากลองของซะหน่อย
ถนนแถวนั้นก็ดูโล่งๆ ไม่น่าเป็นพิษเป็นภัย (กับใครเค้า) 
ว่าแล้วไม่รอช้า รีบอ้อนให้คนข้างๆสอนค่ะ
 
 
 
 
 
ตอนดูเค้าขี่กันฉิวๆ กับตอนที่เราขึ้นคร่อมบังคับรถเองนี่มันต่างกันโดยสิ้นเชิง
ทีแรกนึกไว้ว่ามันจะต้องง่ายมากๆ ขึ้นปุ๊บ บิดปื้ด ออกตัวโชว์พาวได้ปั๊บ
 
เอ่อ--- โลกแห่งความจริงปวดร้าวค่ะ
ขึ้นไปมือ/ขาเริ่มสั่น เข่าเริ่มกระทบกัน แต่ไม่ได้ค่ะ จะถอยก็เสียฟอร์ม
อุตส่าห์กล่อมให้เค้าสอนอยู่ตั้งนาน ... กัดฟันเดินหน้า ลุยยยย!!!
 
ฝึกอยู่สักพักก็บังคับรถได้ค่ะ แต่ได้แบบเด็กหัดขี่จักรยานนะ
ไปมันแบบส่ายๆนี่แหล่ะ 
 
เวลาที่เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆนี่ตื่นเต้นสนุกดีนะคะ 
(แต่ไม่รู้คนวิ่งตามจะสนุกด้วยไหม แฮ่)
 
 
 
 
และแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องอำลาเกาะกล้วยไม้แห่งนี้แล้ว 
ก่อนกลับเรายังได้เห็นแสงสุดท้ายของวัน
(* ดีจัง )
 
 
 
 
แสงสีส้มของพระอาทิตย์ตกดิน ที่ประภาคาร
 
มุมนี้แนะนำให้ไปนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินค่ะ บรรยากาศดีมากๆ
สังเกตดีๆในภาพ ใกล้ๆประภาคารจะเห็นมีคนเดินขึ้นไปชมวิวกัน
 
 
 
 
อีกสักมุมก่อนจาก...
 
 
 
 
ขอบคุณทุกคนที่ตามมาอ่าน มาเมนท์ ทำให้มีกำลังใจในการเขียนขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ
(* ตอนแรกแอบบหวาดๆว่าเขียนแล้วจะมีคนอ่านไหม อุอุ)
ขอบคุณน้องๆ exteen editors ด้วยที่เลือกเอาเรื่องของพี่ไปขึ้น    
 
สัญญาค่ะ ว่าจะหาเรื่องสนุกๆมาเล่าให้ฟังกันอีกในเร็วๆนี้ เจอกันเอนทรี่หน้าค่ะ 
 
 
 
สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่านตอนแรกกับตอนสอง ตามไปอ่านย้อนหลังได้ที่นี่ Cool

ส่วนอันนี้ลิงค์สำหรับหน้าfacebook เอาไว้อัพเรื่องจุ๊กจิ๊กประจำวันที่ไต้หวันค่ะ

 

 

 

 

edit @ 17 Jan 2013 19:51:12 by Lizard Girl ^^

Comment

Comment:

Tweet